วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557


หอการค้าไทย  บริษัทเกษตรสนองแผ่นดินจำกัดและสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกันผลักดัน“โครงการทำนา 1ไร่ได้เงิน 1 แสน”ขึ้นมาโดยใช้พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯในการสร้าง “โมเดลต้นแบบ” เปิดกว้างให้เกษตรกรทั้งที่เป็นชาวนาและเกษตรกรทั่วไป  หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ ศึกษาวิธีการ “ทำนาประยุกต์” ภายใต้หลักสูตรอบรม “ทำนา1 ไร่ได้เงิน 1แสน” ไปเพิ่มพูนรายได้และยกระดับชีวิตในครัวเรือนให้ดีขึ้น
         
นายอดิศร  พวงชมภู   ที่ปรึกษาหอการค้าไทยในฐานะประธานโครงการทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาทกล่าวว่า  หลังจากดำเนินโครงการดังกล่าวมาได้สัก 2 ปีตั้งแต่ปี 2554 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  มีคนที่ผ่านหลักสูตรเชิงประจักษ์นี้ไปแล้ว 3 รุ่นมีกลุ่มเกษตรกร นักเรียน นักศึกษาคนทั่วไปที่สนใจหน่วยงานของรัฐ ได้แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมแปลงนาและสอบถามรายละเอียดแล้วหลายหมื่นคนและมีจำนวนผู้สนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จนถึงวันนี้ชื่อของ  “ทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน” เริ่มเป็นที่รู้จักและกล่าวถึงกันในวงกว้าง

นายอดิศร กล่าวด้วยว่าการทำนา 1 ไร่ได้เงิน 1 แสน ไม่สอนให้ทำอะไรแบบแยกส่วน  ทุกอย่างต้องรวมเป็นหนึ่งจึงจะเกิดพลัง  ไม่ว่าจะเป็นเวลา แรงงาน ความคิด ไปจนถึงสังคม เป็นการทำการเกษตรที่สอนให้ใช้ที่ดินและคูน้ำทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด  สอนให้จัดระบบการใช้พื้นที่และทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีเหตุผล สอนให้เห็นคุณค่าของทรัพยากรที่อยู่รอบตัวและนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์  สอนให้สร้างสิ่งหนึ่งเพื่อให้มีสิ่งหนึ่งและไม่ให้มีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมา  เช่น สร้างให้เกิดแพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ สร้างวงจรสิ่งมีชีวิตในน้ำให้มีแมลงปอมาหากินและวางไข่ลงในน้ำ ทำให้มีไส้เดือน  ให้มีแมลงตัวห้ำแมลงตัวเบียน ให้มีแมงมุมมาชักใยจะได้ไม่มีศัตรูข้าวที่จะมาวางไข่หรือกัดกินต้นข้าว  เป็นระบบนิเวศที่มีการพึ่งพากันอย่างเป็นระบบ   และที่โดนใจเกษตรกรส่วนใหญ่ก็คือ ไม่ต้องใช้เงินซื้อสารเคมีกำจัดวัชพืช ไม่ต้องสิ้นเปลืองไปกับการซื้อปุ๋ยเคมี  หรือใช้ยาฆ่าแมลงมาทำร้ายทั้งเงินในกระเป๋าและกัดกร่อนสุขภาพตัวเอง  ลดต้นทุนลงมากแต่ผลผลิตกลับงอกงามดีกว่าเดิมมากไปกว่านั้นรูปแบบแปลงนาแบบนี้ยังไปโดนใจคนที่ชีวิตติดกับดักอยู่ในสังคมเมืองที่เคยฝันหรือตั้งใจจะผันตัวเองกลับไปสู่วิถีเกษตรกร  เพราะรูปแบบแปลงนาแบบนี้ถูกจริตและตอบโจทย์ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี  กล่าวคือเป็นแปลงนาที่มีทั้งการปลูกข้าวที่มีสรรพคุณเป็นยา เลี้ยงสัตว์น้ำ ปลูกพืชผักปลอดสารพิษ ทั้งหมดอยู่ในขอบเขตเดียวกัน  สามารถปลูกกระท่อมนอนในแปลงนาโดยไม่ต้องกลัวผลกระทบจากสารพิษ  หาความสุขในแปลงนา  ครอบครัวอบอุ่น  มีกิจกรรมร่วมกัน  ทำให้กลายเป็นรูปแบบแปลงนาที่ไม่ใช่เพียงแค่เกษตรกรเท่านั้นที่สนใจ  มีทั้งคนที่อิ่มตัวกับชีวิตในเมือง  คนที่แสวงหารูปแบบชีวิตที่ยั่งยืน  คนที่เริ่มสร้างชีวิตและแสวงหาความสมบูรณ์ให้กับครอบครัว  คนที่กำลังคิดจะเกษียณจากงานก่อนเวลา  และคนที่หาสิ่งที่ดีที่สุดที่จะทำหลังเกษียณ
 
ดังนั้น  ระหว่างวันที่ 10-12 พฤษภาคม  จึงจะมีการอบรมหลักสูตรระยะสั้น3 วัน 2 คืนจำกัดเพียง  100 คนเท่านั้นผู้สนใจสมัครเข้าอบรมหลักสูตรดังกล่าว สามารถไปสอบถามรายละเอียดและสมัครด้วยตัวเองได้ที่ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี  หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-5292212-13, 0-2529-1972, 0-2529-2213 ต่อ 103, 081-975-1596 หรือเข้าไปดาวน์โหลดใบสมัครและสมัครได้ที่เว็บไซต์ www.wisdomking.or.th.

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น